ธรรมมะ ย่อมคุ้มครองผู้ปฏิบัติธรรม

วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

แม่ชีนารีมาสอนให้ฝึกสติ พุท-โธ


แม่ชีนารีมาสอนให้ฝึกสติ พุท-โธ


แม่ทาเมื่อเห็นดังนั้นก็วิตกเกิดความกลัวตายขึ้น จึงได้เรียกลูกเข้ามาใกล้ๆแล้วร้องบอกว่า "อย่าไปเล่นไกลนะ" ดังนั้นลูกที่ยังเด็กเล็กก็มานอนข้างๆแม่ทา นอนเล่นหนุนตักคลอเคลียอยู่กับแม่ทา แล้วแม่ทาก็ได้เห็นแม่ชีรูปหนึ่งหน้ามนใสมาปรากฏรูปกายให้เห็นอย่างเด่นชัดในนิมิต แม่ทาก็ได้พูดสนทนากับแม่ชีผู้นั้นก็แนะนำชื่อ "แม่ชื่อแม่ชีนารีเด้อ" แม่ทาจึงถามแม่ชีต่อไป "คุณแม่อยู่วัดไหนคะ" แม่ชีนารี "โอ๋ แม่ก็อยู่วัดสุทธาวาสนั่นแหละลูก ลูกจะนอนทำไป เอาพุทโธไม่ดีหรือลูกหล่า (หมายถึงสรรพนามผู้ใหญ่เรียกผู้น้อยลูกหล่าคือลูกคนสุดท้าย) จิตใจจะได้ดีขึ้น แม่ก็หายจากโรคภัยก็จากตัวนี้แหละ" ลูกถามต่อ "แม่ๆ ตะกี้พูดอะไร?" แม่ทาลืมตาตอบลูก "แม่บ่ได้ฝันน่ะยังมีสติรู้ตัวอยู่" ลูกถามต่อ "แม่ๆ ตะกี้พูดอะไร?" แม่ทาก็ตอบลูกออกไปว่า "พูดอะไรก็ให้ได้พูดกับท่านก่อน" ลูกก็ได้ออกไปเล่นอยู่ไกลๆ ออกไป แม่ชีนารีจึงถามต่อว่า "เจ้าเป็นอะไรล่ะจึงมานอน" แม่ทาตอบ "โอย ! ไปไหนก็ไม่ได้ป่วยใจ" แม่ชีนารีก็บอกว่า "โอ๊ย ! ป่วยใจมันไม่ยากนะลูกหล่า มันไม่ยากหรอกแม่ก็เคยป่วยใจนะ" แม่ทาก็ถามว่า "ป่วยใจทำอย่างไรคุณแม่ มันทำไมป่วยหลายแท้" แม่ชีนารีก็ตอบให้กำลังใจว่า "ไม่ตาย ยังไงลูกก็ไม่ตาย" แม่ทาตอบ "โอย ! คุณแม่ถ้าลูกไม่ตายบุญผลานิสงส์มากนะ" แม่ชีนารี "แม่ไม่ให้เจ้าตาย แม่จะให้เจ้านี้เหยียบฟ้าได้ เหยียบดินได้" แม่ทาร้องทัก "โอย ! คุณแม่อย่ามาพูดสูงเช่นนั้น ฟ้าก็เป็นฟ้า ดินก็เป็นดิน ดินเราก็ไต่ตลอดแต่ว่าฟ้าเราจะไต่ไม่ได้" แม่ชีแย้ง "ไต่ได้นะลูก ต้องไต่ได้นะ แม้แต่แม่ยังไต่ได้ลูกก็ต้องไต่ได้" แม่ทาร้องตอบ "ไม่ใช่หรอกคุณแม่เอ๊ย คุณแม่มีอะไรจะสอนดิฉันก็สอนมาซะ ถ้าความที่จะไปไต่ฟ้านี้มันไต่ไม่ได้หรอก" แม่ชีนารี "ลูกหล่าเอาอย่างนี้ซะ ให้เจ้าเอาพุท-โธไปจนกว่าจะครบ 7 ปี เพราะว่านามชิน(บุญกุศลวาสนา) ของเจ้านี้มีเวลาอีก 7 ปี"แม่ทารับคำแนะนำจากแม่ชีนารีแต่ก็คิดถึงอายุขัยของตนว่าในอีก 7 ปีต้องตายแน่นอน ต่อมาแม่ทาจึงได้สั่งเสียเพื่อนบ้านว่า "ภายใน 7 ปีนี้ถ้าเราตายนี้เอาเชือกผูกคอไล่ลากไปเลยนะ ไม่ต้องหามมันเพราะมันไม่มีพี่น้องตายแล้วให้นำไปที่หัวนาอย่าไปเรียกหาใคร ถ้าจะฝังก็ฝังถ้าไม่ฝังก็เอาฟืนไปเผา แต่ว่าห้ามหาม (ศพ) เป็นเด็ดขาด" เหตุที่กล่าวเช่นนั้นด้วยกลัวเขาจะรังเกียจตัวเอง เพื่อนบ้านก็ร้องบอก "โอ๊ย ! ถ้าเป็นอะไรพวกข่อยจะจัดการเอาดอก" หลังจากสั่งเสียเพื่อนบ้านแล้วแม่ทาก็นึกถึงคำของแม่ชีนารีที่มาบอกทางนิมิต "ท่านมาบอกเราเช่นนี้แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ ไม่ได้ล่ะต้องเอาคำของแม่ชีนารีที่มาบอกทางนิมิต "ท่านมาบอกเราเช่นนี้แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ ไม่ได้ล่ะต้องเอาคำของแม่ชีนารีมาใช้ ท่านมาบอกเราก็ไม่ได้วิ่งทำ ไม่ได้ตากฝนทำ เราทำอยู่ที่บ้านเป็นอย่างไร? ทำไมเราจะทำไม่ได้" ดังนั้นแม่ทาจึงได้น้อมนำเอาคำบริกรรมพุท-โธ มาภาวนานอนอยู่เฉยๆ สติก็ระลึกอยู่กับ พุท-โธ นั่งก็มีสติอยู่กับ พุท-โธ ข้าวอาหารก็ยังกินไม่ได้แต่ก็มีเพียงคำว่า พุท-โธ เพียงอย่างเดียวเอาจิตจดจ่อเพียงอย่างเดียวมีสติอยู่ที่ พุท-โธ ฝึกสติจิตอยู่ในองค์บริกรรมอย่างนี้มาได้ 2 วันเพราะมั่นใจในคุณวิเศษของคำว่าพุท-โธต้องมีแน่นอน เช้าวันนั้นได้มีแม่ชีรูปหนึ่งชื่อแม่ชีใสมาจากวัดถ้ำกลองเพล จ.หนองบัวลำภู มาเห็นสภาพที่แม่ทานอนซมคล้ายคนใกล้จะตายก็มาพูดให้กำลังใจแล้วแนะนำให้แม่ทาฝึกสติโดยเอาคำบริกรรมพุท-โธเป็นสติ ก็ยิ่งทำให้แม่ทาเกิดความเชื่อมั่นว่าคำว่า พุท-โธ นี้ต้องดีต้องวิเศษแน่นอนแม่ชีใสถึงได้แนะนำตรงกับที่ได้รับคำแนะนำทางนิมิตจากแม่ชีนารี มั่นใจในคำแนะนำเช่นนี้เพราะต้องดีแน่ๆ ท่านคงไม่แนะนำสิ่งที่ไม่ดีให้ตนแน่ พุท-โธนี้ต้องดีแท้แน่นอนอยู่ก็มีสติ อยู่กับพุท-โธ นั่งอยู่ก็ฝึกพุท-โธ ไปอย่างนี้ตลอดเพียงลำดับผู้เดียว ฝึกนานวันต่อมาแม่ทาก็คิดอยากจะดื่มน้ำ สามีคือพ่อบุญเหลือก็ได้ไปตักน้ำมาให้ดื่ม พอแม่ทาดื่มน้ำลงสู่ลำคอปรากฏว่าน้ำก็ไหลลื่นลงไปสู่กระเพาะโดยไม่กระฉอกออกมาเหมือนครั้งก่อนๆ แม่ทานึกในใจ "โอย กูกลืนน้ำลายได้แล้ว ชะตาเรายังไม่ถึงที่ตายหรือเปล่าหนอ? แต่ว่าท่านแม่ชีนารีท่านว่า 7 ปีนี้เราต้องตาย ถ้าจะตายก็ขอให้ได้รู้จักกับพุท-โธเสียก่อน" แม่ทาก็มุ่งมั่นจิตเพียงอย่างเดียวกับคำว่า พุท-โธๆๆ อยู่ตลอดเวลา โดยไม่ยอมให้ขาดสติด้วยความรักสงเคราะห์ต่อผู้เป็นภรรยาของพ่อบุญเหลือ ไม่ทอดทิ้งยามทุกข์ยามยากไม่ว่าจะไปไหนก็จะพาแม่ทาไปด้วย ครั้งหนึ่งพ่อบุญเหลือได้อุ้มแม่ทาไปนั่งบนแผ่นไม้เพื่อนั่งขับถ่ายปลดทุกข์ สมัยนั้นส้วมหลุมดังเช่นในปัจจุบันก็ยังไม่มี มีแต่ส้วมหลุมที่ขุดดินลึกลงไปแล้วนำไม้ไปวางพาดแล้วก็นั่งปลดทุกข์ลงในหลุม ในขณะนั้นแม่ทาก็ยังไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เดินก็ยังไม่ได้ ได้แต่นั่งภาวนา พุท-โธ พ่อบุญเหลือก็อุ้มแม่ทาไปปลดทุกข์ในระหว่างรอแม่ทา พ่อบุญเหลือก็ออกไปทอดแหหาปลาจนเพลินกับการหาปลา จนลืมเวลาไปว่าภรรยาของตนนั่งปลดทุกข์อยู่ แม่ทานั่งอดทนอยู่อย่างนั้น หลังจากปลดทุกข์ขับถ่ายแล้วเพราะเดินไปไหนไม่ได้ นั่งฝึกสติอยู่กับพุท-โธ ตลอดอารมณ์ กลางแดดที่ร้อนจัดในเวลากลางวัน นั่งอยู่อย่างนั้นเป็นเวลาเกือบค่อนวัน เมื่อพ่อบุญเหลือนึกได้จึงได้รีบกลับมาอุ้มเอาภรรยากลับบ้าน ตลอดเวลาที่นั่งกลางแดดเปรี้ยงๆ แม่ทาก็มิยอมปริปากบ่นอะไรสักคำ นั่งสู้ด้วยขันตินิ่งอยู่อย่างนั้น เมื่อแม่ทาได้ฝึกสติอยู่กับ พุท-โธ อาการป่วยใจก็เริ่มดีขึ้น อาการทางกายก็ดีขึ้นตามไปด้วย พอที่จะมีเรียวแรงที่จะพยุงตัว สามารถช่วยตัวเองได้ เริ่มขยับตัวได้ ต่อมาพ่อบุญเหลือมีธุระที่จะต้องไปที่กรุงเทพ 1 คืน จึงได้ฝากให้หลานมาช่วยดูแลแทนหลังจากที่พ่อบุญเหลือกลับมาบ้านก็ได้มาเล่าให้แม่ทาฟังว่า "ข่อยไปอยู่น้น ก็ได้ฝันว่าแม่ชีมาบอกว่าเมียมึงไม่ตายหรอกนะลูกเอ๊ย" แม่ทาได้ฟังความจากสามีก็ไม่กล้าเล่าเรื่องที่แม่ชีมาหาเช่นกัน เพราะรู้ว่าเป็นแม่ชีผู้เดียวกันกับที่ได้มาแนะนำให้ฝึกสติอยู่กับพุท-โธ แม่ทาได้แต่นิ่งเฉย พ่อบุญเหลือจึงได้ถามแม่ทาว่า "เจ้าทำอะไร ทำไมเจ้าไม่ผอมเหมือนเมื่อก่อน ทำไมสีผิวดูสดใสขึ้น" แม่ทาจะเล่าถึงเหตุผลก็ไม่กล้าบอกสามีว่าแม่ชีมาบอกว่าให้เอาพุท-โธ ก็กลัวว่าสามีจะว่าเป็นประสาทกลัวว่าจะถูกตำหนิว่าเป็นพวกภูตผีวิญญาณมาหา ไม่ใช่แม่ชีมาหา เมื่อแม่ทาฝึกสติอยู่กับพุท-โธได้ 3 เดือน ก็เกิดความอยากเดินจึงบอกกับสามีว่า "พ่อไปเอาเชื่อกมาขึงกับต้นเสาให้หน่อย ข่อยไม่ให้เจ้าจับหรอกข่อยจะเดินเอง" พ่อบุญเหลือจึงได้ไปหาซื้อเชือกมาแล้วนำมาขึงรอบเอว บ้านแม่ทาก็ค่อยๆ พยุงกายเดินจับเชือกไปแต่ก็เซไปเซมา ใครผ่านมาเห็นก็ถามว่า "เอ้า ! ทำไมเจ้าเดินได้ เจ้ากินยาอะไร? ถึงได้เดินได้" แม่ทาก็ไม่กล้าบอกเขาว่ามีพุท-โธ เป็นยาดี "ไม่มียากินแล้วแต่มันจะตายแล้วแต่มันจะเป็นตายวันไหนก็ดีไม่ตายก็ดี"เมื่อแม่ทาได้ฝึกเดินอยู่ประมาณ 2 อาทิตย์ ร่างกายก็แข็งแรงมีเรี่ยวมีแรงดีขึ้น จิตใจก็ไม่ได้หวั่นไหวอะไรเหมือนดั่งว่าใจนั้นได้ถูกเปลี่ยนเป็นใจใหม่ที่หนักแน่นมั่นคงมาแทนที่ ลูกๆ ก็เริ่มโต เมื่อพอที่จะมีเรี่ยวแรงก็มาทำงานช่วยสามี ทำไร่ทำนา เลี้ยงควาย ซักผ้า เผาถ่าน ทำกับข้าว ปูผ้านอน ทำงานบ้านสารพัดอย่างชนิดที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเดินไปนาก็ท่องพุท-โธไปตลอดทาง พอหว่านข้าวก็มีสติท่องพุท-โธในใจจนเสร็จ เดินกลับบ้านก็ท่อง พุท-โธๆๆๆ ตลอด ไม่ว่าจะทำกิจการงานใดก็แล้วแต่ก็ไม่ลืมสติอยู่กับพุท-โธเป็นอารมณ์อยู่ทุกขณะจิตรู้ลมหายใจเข้าออก หายใจก็อยู่กับพุท-โธ ทุกอิริยาบถจิตก็ไม่ส่งส่ายออกไป นอกจากอารมณ์พุท-โธอยู่อย่างนั้นยกเว้นเพียงแต่เวลานอนเท่านั้นที่ขาดสติอยู่กับพุท-โธ เมื่อตื่นมารู้สึกตัวสติก็อยู่กับพุท-โธ หมั่นเพียรด้วยความมีสติอยู่กับพุท-โธ ของแม่ทานี้ปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง เอาเพียงจิตเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้นกับคำว่าพุท-โธ ความรู้ใดๆ ด้านธรรมะก็ไม่รู้เพราะอ่านหนังสือไม่ได้เขียนไม่ได้ มีสติรู้อยู่เพียงอย่างเดียวขณะหายใจเข้า-พุท หายใจออก-โธ อยู่ในอารมณ์เดียวกับจิตเพียงอย่างเดียวพ่อแม่ครูบาอาจารย์เคยอบรมสั่งสอนว่า ไม่มีแรงอันใดเท่าแรงของกฎแห่งกรรมและการที่จะชดใช้กรรมที่ดีนั่นให้นั่งภาวนาชดใช้กรรม จึงจะถึงเจ้ากรรมนายเวรอุทิศให้ถึงจะง่ายจึงตั้งจิตใจอย่างแน่วแน่เอาจริงเอาจังต่อการปฏิบัติธรรมเมื่อมีสิ่งมากระทบให้คิดปลง อีกอย่างจึงน้อมเอาธรรมที่ได้รับฟังจากครูบาอาจารย์ที่เคยได้รับปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจังในการกำหนดจิตจะต้อง มีเจตจำนงแน่วแน่ในอันที่จะเจริญจิตให้อยู่ในสภาวะที่ต้องการเจตจำนงคือตัวศีล การบริกรรมพุทโธเปล่าๆ โดยไร้เจตจำนงจะไม่เกิดประโยชน์อันใดเลย กลับจะเป็นเครื่องบั่นทอนความเพียรทำลายกำลังใจในคราวเจริญจิตครั้งต่อไปๆ ถ้าเจตจำนงมั่นคง การเจริญจิตจะปรากฏผลทุกครั้งไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน เจตจำนงต้องตั้งอยู่ไม่ลดละ เปรียบได้ดั่งบุรุษผู้หน฿งจดจ้องสายตาอยู่ที่คมดาบที่ข้าศึกเงื้อขึ้นสุดแขนพร้อมที่จะฟันลงมา บุรุษผู้นั้นจดจ้องคอยทีอยู่ว่าคมดาบนั้นฟาดลงมา ตนจะหลดหนีประการใดจึงจะพ้นอันตราย เจตจำนงต้องแน่วแน่จึงจะยังสมาธิให้เกิดขึ้นได้ แม้เช่นนั้นอย่าทำให้เสียเวลาเลย จะบั่นทอนความศรัทธาของตนเองเสียเปล่า เมื่อจิตค่อยๆ หยั่งลงสู่ความสงบทีละน้อยๆ อาการที่จิตแล่นไปสู่ความสงบทีละน้อยๆ อาการที่จิตแล่นไปสู่อารมณ์ภายนอกก็ค่อยลดความรุนแรงลง ถึงไปก็ไปประเดี๋ยวประด๋าวก็รู้สึกตัวได้เร็ว ถึงตอนนี้คำบริกรรมพุท-โธ ก็จะขาดไปเองเพราะ คำบริกรรมนั้นเป็นอารมณ์หยาบและคำบริกรรมขาดไปแล้ว ไม่ต้องย้อนถอยมาบริกรรมอีก เพียงรักษาจิตไว้ในฐานที่กำหนดเดิมไปเรื่อยๆ (จิตมั่นคง)บริกรรมให้จิตเป็นหนึ่งพึงสังเกตว่าใครบริกรรมพุท-โธ ดูจิตเมื่อสงบแล้วให้จิตจดจ่ออยู่ที่ฐานเดิม เช่นนั้นเมื่อมีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นก็ให้ละอารมณ์นั้นทิ้งไป มาดูที่จิตต่อไปอีกไม่ตั้งกังวลใจ พยายามประคับประคองรักษาให้จิตอยู่ในฐานที่ตั้งเสมอ สติคอยกำกับอยู่อย่างเงียบ(รู้อยู่) ไม่ต้องวิจารณ์กิริยาใดๆที่เกิดขึ้น เพียงกำหนดรู้แล้วละไปเท่านั้น เป็นไปเช่นนี้เรื่อยๆ ก็จะค่อยๆ เข้าใจกิริยาแห่งจิตได้เองเมื่อแม่ทาได้ฝึกปฏิบัติมาเช่นนี้จวบจนเวลาผ่านไป 1 ปี 2 ปี 3 ปีช่วงที่ย่างเข้าสู่ปีที่ 4 นี้ แม่ทาก็เริ่มที่จะได้ยินเสียงต่างๆ แต่ก็ไม่ใส่ใจ จิตจดจ่ออยู่กับพุท-โธเพียงอย่างเดียวในทุกอิริยาบถต่างๆ พอฝึกได้ 4 ปี จิตของแม่ทาก็เริ่มเป็นทิพย์จิตใจสงบส่งกระแสจิตออกไปก็จะเห็นนิมิตต่างๆ มากมายคล้ายดั่งกับเรานั่งดูจอทีวี ดูภาพยนตร์เป็นฉากๆ เข้ามาให้จิตได้รู้ แม่ทาก็แปลกใจในความอัศจรรย์ของจิต อัศจรรย์ในอำนาจของสติที่มีเป็นหนึ่ง อารมณ์เดียวอยู่กับพุท-โธ พอฝึกสติย่างเข้าสู่ปีที่ 5 จิตของแม่ทาก็ยิ่งรู้เห็นในสิ่งเร้นลับต่างๆ บ้างก็มีนิมิต (มารจิต) เข้ามาหาปรากฏเป็นรูปกายให้เห็น

ป่วยใจพบทุกข์ก่อนพบธรรม

ป่วยใจพบทุกข์ก่อนพบธรรม


เมื่ออยู่ร่วมกับญาติสามีมีความทุกข์ใจเป็นล้นพ้นอย่างนี้แล้วจึงก่อให้แม่ทาเกิดความตรอมใจ ข้าวก็กินไม่ได้ น้ำก็ไม่ค่อยจะกิน เป็นเช่นนี้จนนานวันเข้าร่างกายก็ค่อยซูบผอมลงทีละนิดๆ แข้งขาแขนก็อ่อนแรงไม่มีเรียวมีแรงพอจะช่วยเหลือตนเองได้ ขาแขนก็เล็กนิดเดียวซูบผอมจนเนื้อหนังติดกระดูก จะลุกเดินไปไหนก็ไปไม่ได้ด้วยตนเอง สามีคู่ทุกข์คู่ยากผู้มีน้ำใจประเสริฐก็คือพ่อบุญเหลือก็พยายามนำยาชนิดต่างๆมารักษา แต่ก็ไม่ดีขึ้น จะรักษาทางกายด้วยวิธีใดๆ ก็ไม่ดีขึ้น เพราะไม่ได้ป่วยโรคภัยไข้เจ็บอะไรเป็นเพียงอาการของโรคป่วยใจ ภายในจิตอันเด็ดเดี่ยวประจำนิสัยของแม่ทานั้นตั้งใจเพียงอย่างเดียวว่าจะกลั้นใจตายให้ได้ อยากให้ตัวเองตายเพราะคิดว่าญาติสามีจะได้พากันอยู่สุขสบาย พอนานวันเข้าจากที่ข้าวปลาอาหารก็กินไม่ค่อยได้ พอจะกลืนข้าวลงสู่กระเพาะอาหาร ปรากฏว่าข้าวนั้นก็กระเดียดออกคือ กระเพาะอาหารไม่ยอมรับอาหารแม้แต่น้ำก็ไม่ค่อยจะดื่มจนกระทั่งวันหนึ่งแม่ทาได้กอดลูกน้อยสองคนไว้ในอ้อมแขนแล้วรำพึงในใจว่า "ถ้าเราจะตายก็จะกดลูกตายคามือเลย" ด้วยหวังว่าลูกก็จะให้ตายไปด้วยเลยเพราะเกรงว่าพวกญาติสามีจะรังเกียจลูกของตน แต่ก็เป็นด้วยบุญ ใจไม่ขาดสักทีกลั้นใจจะให้ตายก็ไม่ตาย ใครผ่านมาเห็นแม่ทาอุ้มลูกน้อยอยู่ในลักษณะนี้ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "กลัวผีมันมาหลอก" แม่ทาตกอยู่ในสภาพที่มีแต่ทรงกับทรุดจนไม่สามารถไปไหนได้ด้วยตนเอง ได้แต่เพียงนอนเฉยๆ แต่พ่อบุญเหลือก็ได้หาทอดทิ้งไม่ ได้อุ้มแม่ทาไปอาบน้ำชำระร่างกายให้ ซึ่งก่อนหน้านี้พ่อบุญเหลือก็พาตัวแม่ทาไปทำการรักษายังสถานที่หมอเก่งๆ จนทั่วแล้วแต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้นจนหมดทางรักษา ไม่ว่าจะเป็นหมอแผนโบราณ หมอผี หมอพระ พระหมอ แม่ทาก็มิได้หวั่นในเรื่องที่จะต้องถูกรักษาตามวิธีการต่างๆ ของหมอแต่ละประเภท เมื่อร่างกายอ่อนแอไม่กำเริบจิตใจก็มั่นคงเด็ดเดี่ยว แม่ทาก็เริ่มจะเห็นพวกภูตผีวิญญาณต่างๆ ทางจิตที่ผู้อื่นไม่เห็นด้วยตาเปล่า ต่อมาพ่อบุญเหลือนำตัวแม่ทาไปรักษากับหมอพระรูปหนึ่ง ชาวบ้านแถบนั้นเล่าลือกันว่าท่านนั้นเก่งกาจนักเก่งกาจหนา สามารถทำให้เลือดลมต่างๆ ของคนเดินปกติก็เห็นผลหลายราย พระรูปนั้นก็ได้สันนิษฐานว่าแม่ทานี้ถูกพวกผีวิญญาณเข้าสิง แม่ทาตอบออกไปว่า "ไม่ใช่ผีเข้าน่ะอาจารย์ เพราะว่าป่วยใจ ให้อาจารย์นี้ใช้จิตมาดูซิว่าดิฉันป่วยใจจะแก้ด้วยวิธีใด?" ป่วยใจที่ถูกญาติสามีพากันรังเกียจอาการป่วยใจเลยกำเริบออกทางกายจะกินจะดื่มน้ำก็ไม่ได้ พระรูปนั้นก็บอกว่า "ไม่ใช่หรอกมันถูกผีไร่ผีนาสิง" แม่ทาตอบว่า "นาอยู่ไหน นามันไม่มีผี" พระรูปนั้นถามว่า "เจ้าคือรู้ว่านาเจ้าผีไม่มี" แม่ทาตอบ "มีอยู่แม่ตาแฮก แต่ว่าผีที่จะมาทำล่วงเกินในร่างกายนี้ไม่มีหรอกอาจารย์" พระรูปนั้นก็แย้งว่า "เจ้ารู้ได้นี่ เจ้าเถียงเรา ผีนะนี่" แม่ทาก็แย้งกลับว่า "มันไม่ใช่ผีแต่เป็นจิตใจพูดจริงๆ อาจารย์" แม่ทาเองถึงจะถูกนำไปรักษากับหมอพระที่เก่งทางไสยศาสตร์ก็มิได้วิตกก็เพราะรู้ตนเองดีว่าไม่ได้ล้มป่วยเป็นเลือดคั่งหรือเบลอเผลอสติใดๆ แม่ทาจะเป็นประสาทแม่ทาก็จะรู้ตนเองว่าจะมีอาการปวดศีรษะ แต่นี่ไม่ได้เป็นอะไรเป็นเพราะป่วยใจอย่างเดียว พระรูปนั้นจึงได้ไปนำมีดดาบออกมา แล้วเงื้อมมือจะฟันลงพร้อมพูดดุเสียงดังว่า "ผีนะนี่" แม่ทาจึงร้องบอก "โอ้ย ! จะมาฟันอย่างไร ไม่ใช่ผี" พระรูปนี้ตั้งใจจะนำมาขู่เพราะคิดว่าในกายของแม่ทามีผีสิง แม่ทาจึงร้องตอบว่า "มันฟันไม่ถูกผีหรอกท่านอาจารย์ ฟันผีแต่ถูกดิฉัน ถ้ามีผีจริงข้าน้อยจะจับคอมันเลย" พระรูปนั้นก็บอกว่า "ทำอย่างไรเจ้าจึงจะจับได้ละ แม่ออกผีออกเจ้าก็ไม่เห็น" แม่ทาร้องบอก "เห็นอย่างไรก็ต้องเห็น คนจะตายแล้วก็ต้องเห็นหมดทุกผี" แม่ทาเล่าถึงประสบการณ์ชีวิตของท่านเพิ่มเติมว่า "มันใช่อยู่นะ คนที่กำลังจะตายมันจะเห็นหมดทุกผี (วิญญาณ) เห็นทุกอย่างแต่ว่าเขาไม่มาเอา (ชีวิต) เรา คือจะมีผู้ใช้ (ยมทูต) ให้มาดูให้ไปรับเอาดวงวิญญาณผู้นั้นผู้นี้มา วิญญาณก็จะพากันมาดู แล้วเมื่อยังไม่ถึงที่ตายเขาก็จะพากันกลับ วิญญาณเขาเข้ามาบอก" ในขณะนั้นแม่ทาก็ได้พูดกับผีวิญญาณต่างๆ ตลอดในช่วงที่ป่วยใจ ร่างกายผ่านผอม หนังติดกระดูก แต่ว่าพระรูปนั้นเข้าใจว่าแม่ทาถูกผีเข้าแล้ว ได้ไปนำด้ายมาผูกแขนถ่วงแม่ทาเพื่อท่านจะตี แม่ทาจึงร้องบอกว่า "ผูกก็ผูกได้อาจารย์ แต่ขอว่าแต่อาจารย์อย่ามาตีฉันเด้อ ถ้าตีมันจะเป็นประสาท นี่จะทำอย่างไรหากเลือดตกยางออก จะอยู่ยากนะอาจารย์" พระรูปนั้นก็ไม่ได้ลงมืออะไรต่อแม่ทา แม่ทาจึงกลับบ้าน แต่อาการของแม่ทาก็ยังไม่ดีขึ้นถูกนำไปรักษายังสถานที่ต่างๆ ตลอดช่วงเวลา 1 ปี อาการต่างๆก็ยังไม่ดีขึ้น บางครั้งก็ถูกนำไปรักษาไว้ที่วัด แม่ทาก็อยู่วัด พักในวัด นอนก็นอนแบบนิ่งๆพ่อบุญเหลือเห็นว่าอาการของภรรยาไม่ดีขึ้นจึงได้นำตัวกลับมารักษาที่บ้านมานอนอยู่ที่บ้าน สามีนำอาหารข้าวต้มมาใส่ปากให้กินก็กินไม่ได้ กินไม่ลง ขณะที่ป่วยใจญาติสามีก็จะมาพูดจาถากถางอยู่ตลอดเวลา จนในวันหนึ่งขณะที่แม่ทานอนหายใจรวยรินอยู่นั้น ก็ได้ฝันเห็นหลวงปู่ท่านต่างๆ บางท่านเดินบิณฑบาตมาหา ชี้ถามดูจิตในฝันก็รู้ว่าเป็นหลวงปู่รูปนั้นๆ แล้วแม่ทาจึงรู้ตัวรำพึงกับตัวเองว่า "เราจะตายจริงๆ หรือ ถ้าเราจะตายนี้เป็นอะไรก็ช่าง แม้แต่พวกเทพพรหมก็ตามผู้อยู่สูงอยู่ต่ำอยู่เบื้องบนที่ใดก็ตาม ถึงแม้ว่าดิฉันจะตายจริงๆ ก็ขออย่าให้ลูกดิฉันหนีไปไกลเด้อ จะเอาลูกดิฉันตายด้วยกัน" ด้วยความวิตกของแม่ทาในสมัยนั้นว่า ถึงสามียังอยู่ก็จริงแต่กลัวเขาจะเลี้ยงลูกๆ ที่ยังเล็กๆ ไม่ได้สมบูรณ์ ถ้าเขาไปมีภรรยาใหม่เขาจะไม่รักลูก นอนรำพึงอยู่อย่างนี้เพียงลำพังคนเดียว ขณะนั้นเองสติทุกอย่างของสภาวจิตของแม่ทายังสมบูรณ์ปกติทุกอย่าง ยกเว้นอาการป่วยทุกข์ทรมานใจแล้วแสดงออกมาทางกาย ขณะนั้นเองได้มีเทวดาจำนวน 6 ตน ได้พากันเดินเข้ามาหาแม่ทาในนิมิต (ขออธิบายคำว่านิมิตซึ่งมีด้วยกัน 3 อย่างคือ อุคคหนิมิต ปฎิภาคนิมิต และอสุภนิมิต)อุคคหนิมิต คือ เมื่อนักภาวนาเจริญภาวนาไปจนจิตสงบ บ้างจะเห็นรูปบุคคลภายนอกเดินมาหรือผ่านมาให้เห็น อาจจะเป็นวิญญาณชั้นภูมิต่างๆ หรือพ่อแม่ครูบาอาจารย์รูปใดรูปหนึ่งมากบ้างน้อยบ้าง บ้างก็จะเห็นวัตถุสิ่งของต่างๆ ปรากฏต่อหน้าปฏิภาคนิมิต คือ การปรากฏนิมิตภาพ บุคคลวัตถุต่างๆ มาปรากฏอยู่เฉพาะหน้าหรือตายลงเฉพาะหน้า เราจะกำหนดให้ภาพนั้นไกลหรือใกล้ก็ได้อสุภนิมิต คือ พอจิตรวมลงก็จะมองเห็นร่างกายของคนตายกลายเป็นศพเน่าเปื่อยสลายไปหมดหากจะถามว่านิมิตกับฝันขณะนอนหลับแตกต่างกันอย่างไร "นิมิตในภาวนามันชัดจิตหรี่รวมลง สติมีอยู่รู้ที่ใจ จิตสติรู้ลงไปก็จะมองเห็นภาพต่างๆ รูปต่างๆ แต่ในสิ่งที่จิตรู้เห็นนั้นยังมีสติ (ความระลึกรู้ตัว) อยู่ แต่ภาพที่เห็นขณะนอนหลับฝัน (เพราะขาดสติ) ไม่มีสติรู้ตัว..."เทวดาเหล่านั้นเป็นเทวดาเพศหญิงสวมเสื้อแขนกระบอกมีผ้าสไบเบี่ยงทั้ง 2 ข้างทับไหล่ สีเสื้อเป็นสีทองคล้ายสีไข่ไก่ เนื้อผ้าสีมุก นุ่งผ้าเป็นคล้ายชุดไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนกลาง สวมประดับตกแต่งด้วยเครื่องประดับสวยงามแพรวพราว เทวดาเหล่านั้นได้เข้ามาสั่งบอกแม่ทาขณะที่กำลังนอนอยู่อย่างมีสติ "เจ้าบ่ตายหรอก" แม่ทารู้เห็นเช่นนั้นจึงร้องบอกเหล่าเทวดา "อุ้ย พวกท่านอยู่ชั้นสูงแท้ๆ จะมาพูดอะไรกับดิฉันอย่างนี้ ไม่เหม็นฉุนเหม็นสาบหรือ ไม่เหม็นคาวหรือ เทวดาตอบ "ไม่หรอก เห็นแล้วก็น่าสงสารในชาติกำเนิด พวกข้าน้อยอยู่นั้น (เมืองสวรรค์) ก็มิใช่ว่าจะได้อยู่เฉยๆ นะ เอาใจช่วยอยู่นะ" ในเวลาช่วงนั้นเหมือนคนใกล้ตายหายใจรวยริน แม่ทาเรียนบอกเทวดาด้วยความอ่อนน้อมประจำนิสัย "โอยอย่ามาเอาใจช่วยดิฉันเลย ดิฉันก็เพียงเท่านี้ จะรับอะไรได้จากของผู้มีบุญ พวกนางฟ้าท่านก็แบบสุขสบาย ไม่เฒ่าไม่แก่ก็อย่ามายุ่งกับข้าน้อยเลย"ขณะที่กำลังสนทนากัน จิตที่มีสติคอยคุมก็รู้ตัวรู้ในจิตว่าสนทนาอยู่กับเทวดา แต่ไม่ทราบมาจากสวรรค์ชั้นใดเทวดานั้นจึงได้บอกให้แม่ทาได้รู้ว่า "เอาอย่างนี้นะ ต่อไปจะให้แม่ชีมาคุยด้วย เจ้าต้องเอาแม่ชีเป็นอย่างนะ" แม่ทารับทราบแล้วจึงถามออกไปว่า "จะเป็นไปได้หรือแม่ชีจะมาจากไหน" เทวดาเหล่านั้นจึงได้รีบพูดตัดบท "เอาอย่างนี้นะ ต่อไปจะให้แม่ชีมาคุยด้วย เจ้าต้องเอาแม่ชีเป็นอย่างนะ" แม่ทารับทราบแล้วจึงถามออกไปว่า "จะเป็นไปได้หรือแม่ชีจะมาจากไหน" เทวดาเหล่านั้นจึงได้รีบพูดตัดบท "เอาอย่างนี้เท่านี้ก็พอนะ เพราะเวลาของพวกเรามีน้อย มีเวลาจำกัด" เทวดาทั้ง 6 ตนนั้นซึ่งนั่งกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเป็นแถวก็ได้ลุกขึ้นพร้อมกับบอกกล่าว่า "เอ้ากลับล่ะ" แล้วเหล่าเทวดานั้นต่างก็พากันโบกมือให้แม่ทาเป็นการให้กำลังใจ แม่ทาเห็นรูปกายนิ้วมือของเทวดามีความสวยงามดุจพระจันทร์วันเพ็ญก็ไม่กล้ายกมือโบกตอบเทวดา ก็ได้แต่เพียงร้องบอกเทวดาไปว่า "ไปดีเด้อ ไปดีมีชัย ผู้อยู่ก็มีโชค ถ้าบุญผลานิสงส์มีเราจึงมาพบกันใหม่นะ" เทวดาก็ร้องตอบ "โอ้ เจ้าก็มีโอกาสพูดอยู่นะ หายใจดีอยู่ ถ้าหายใจอยู่ให้เป็นหัวใจเป็นวันเป็นความเด้อ ให้หัวใจเข้มแข็งมีกำลังกาย เราคงไม่ได้เห็นกันอีกหรอกนะ เจ้าคอยเล่ากับแม่ชีเด้อ ไปล่ะ" เมื่อแม่ทาได้ทราบเหตุการณ์เช่นนี้ ก็ได้รำพึงกับตนเองเรานี่ใกล้จะตายแล้วหรือถึงได้มีผู้มาเรียกมาถามด้วยคุยกัน"