ธรรมมะ ย่อมคุ้มครองผู้ปฏิบัติธรรม

วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553

จริยธรรมของพระโพธิสัตว์ ๑๐ ประการ

จริยธรรมของพระโพธิสัตว์ ๑๐ ประการ


๑. พระโพธิสัตว์ไม่ปรารถนาเลยว่าร่างกายจะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ
( มีโรคภัยไข้เจ็บเป็นธรรมดา )



๒. พระโพธิสัตว์ครองชีพโดยไม่ปรารถนาว่าจะไม่มีภยันตราย
( มีภัยอันตรายเป็นธรรมดา )



๓. พระโพธิสัตว์ไม่ปรารถนาเลยว่าจะไม่มีอุปสรรคในการชำระจิตให้บริสุทธิ์
( ย่อมมีอุปสรรคเป็นธรรมดา )



๔. พระโพธิสัตว์ไม่ปรารถนาเลยว่าจะไม่มีมารขัดขวางการปฏิบัติภารกิจ
( จะต้องมีมารมาขัดขวางการปฏิบัติโพธิจิตเป็นธรรมดา )



๕. พระโพธิสัตว์คิดว่าจะทำงานให้นานที่สุด โดยไม่ปรารถนาจะให้สำเร็จผลเร็ว
( ปล่อยวางเรื่องกาลเวลา ทำงานเพื่องาน )



๖. พระโพธิสัตว์คบเพื่อนโดยไม่ปรารถนาว่าจะได้ผลประโยชน์จากเพื่อน
( รักผู้อื่นด้วยความบริสุทธิ์ใจ )



๗. พระโพธิสัตว์ไม่ปรารถนาเลยว่าจะให้คนอื่นตามใจตนเองเสมอไปทุกอย่าง
( ไม่มีความเห็นแก่ตัว )



๘. พระโพธิสัตว์ทำความดีกับคนอื่น ไม่ปรารถนาสิ่งตอบแทน
( ต้องการให้คนอื่นพ้นทุกข์ )



๙. พระโพธิสัตว์เห็นลาภแล้ว ไม่ปรารถนาจะมีหุ้นส่วนด้วย
(ไม่ปรารถนาในลาภและสรรเสริญ)



๑๐. พระโพธิสัตว์ เมื่อถูกใส่ร้ายป้ายสี ติเตียน นินทาแล้ว ไม่ปรารถนาจะได้โต้ตอบหรือฟ้องร้อง
( การใส่ร้ายป้ายสี ติเตียน นินทา เป็นธรรมดาของโลก )



จริยธรรม ทั้ง ๑๐ ประการนี้ เป็นการปฏิบัติธรรมชั้นสูงของพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ เรียกว่า "มหาอุปสรรค" ซึ่งถ้าท่านผู้ปฏิบัติธรรม นำมาท่องทุกวัน จะช่วยขัดเกลาจิตใจให้ดีงาม ช่วยให้ง่ายต่อการบรรลุมรรคผลนิพพาน

วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

พระสงฆ์องค์สุดท้ายของพระพุทธศาสนาที่ทันพระพุทธเจ้า


ถาม : พระที่ปฏิบัติดี เหมือนกับว่าเป็นลักษณะที่ว่าสืบทอดเชื้อสายมา มีน้อยองค์มากที่จะเก่งได้ด้วยตัวเอง ต้องมีครูบาอาจารย์ ?

ตอบ : ไม่มีทางหรอก เก่งได้ด้วยตัวเองนี่ไม่เจอเลย อย่างน้อยๆ ต้องมีกัลยาณมิตรที่เป็นครูบาอาจารย์ อย่างน้อยคุณต้องมีพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร ค้นคว้าพระไตรปิฎก อย่างสุภัททะปริพาชก เป็นปัจฉิมสาวก คือพระองค์สุดท้ายที่บวชทันพระพุทธเจ้า ได้ฟังเทศน์จากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า และปฏิบัติตนเป็นพระอรหันต์ก่อนพระพุทธเจ้าปรินิพพาน

ท่านเข้าไปถึงท่านถามว่า ข้าแต่สมณโคดมผู้เจริญ บรรดาคณาจารย์ทั้งหกนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่ามีบางคนเป็นพระอรหันต์ มีบางคนไม่ใช่พระอรหันต์ มีบางคนเป็นผู้เข้าถึงธรรม มีบางคนเป็นผู้ไม่ใช่เข้าถึงธรรม พระองค์ท่านมีความเห็นว่าอย่างไร พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ดูก่อนสุภัททะ นี่เป็นวาระสุดท้ายของตถาคต เธออย่าไปสนใจเรื่องนั้นเลย ฟังธรรมดีกว่า คือไม่ให้ยุ่งเลย สุภัททะปริพาชก พอฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วก็ขอบวช พระอานนท์บอกว่าพระพุทธเจ้าป่วยจนป่านนี้แล้ว อย่าเพิ่งบวชตอนนี้เลย แล้วอีกอย่างการบวชพระในพระพุทธศาสนาต้องถือติตถิยปริวาส คือการอยู่แบบปฏิบัติอย่างคนนอกที่เข้ามาบวช ๓ เดือนเป็นอย่างน้อย ถ้า ๓ เดือน แล้วยังทำดีไม่ได้ ให้อยู่อีก ๓ เดือน ถ้ายังเอาดีไม่ได้ ให้อยู่ ๓ เดือน รวม ๓ ครั้ง ๙ เดือน ยังเอาดีไม่ได้ก็ไม่ต้องบวช ปริพาชกก็กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า ท่านขออยู่ปริวาส ๔ ปี แต่ว่าขอบวชให้เขาก่อน พระพุทธเจ้าก็เลยบอกพระอานนท์ บอกว่าเมื่อกำลังใจเขาขนาดนี้ก็บวชให้เขาเลย ตกลงก็ญัตติกันตรงนั้นแหละ ญัตติเสร็จท่านก็เดินจงกรมไป กลายเป็นพระอรหันต์ทันพระพุทธเจ้าก่อนปรินิพพานนิดเดียวเอง

เขาบอกว่าบุพกรรมที่ทำให้ท่านเป็นปัจฉิมสาวก คือทันพระพุทธเจ้าเป็นคนสุดท้ายจริงๆ เพราะว่าในอดีตชาติท่านกับพระอัญญาโกณฑัญญะเป็นพี่น้องกัน แบ่งนากันทำ คราวนี้พระโกณฑัญญะเริ่มไถนาท่านก็ทำบุญ เริ่มหว่านข้าว ท่านก็ทำบุญ ข้าวตั้งท้องท่านก็ทำบุญ เกี่ยวข้าวท่านก็ทำบุญ ขนข้าวขึ้นยุ้งท่านก็ทำบุญ

ส่วนสุภัททะปริพาชกนี้ขี้เกียจทำอย่างนั้น แกเล่นไปทำตอนขนเข้าขึ้นยุ้งอย่างเดียว ปรากฏว่าพระโกณฑัญญะที่เริ่มตั้งแต่ไถนาก็กลายเป็นพระอรหันต์องค์แรกในพระพุทธศาสนา ส่วนพระสุภัททะผลบุญส่งให้เป็นองค์สุดท้ายของพระพุทธศาสนาเหมือนกัน ยังดีที่ทัน นั่นของท่านนะ ของเราเฮงซวยอยู่จนป่านนี้ยังไม่ได้อะไรเลย


สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนตุลาคม ๒๕๔๕
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ